วันซวยจับใจ

posted on 16 Sep 2011 22:54 by trypboxes in Nihon
10 สิงหาคม 2011

.

คนเรามักจะมีวันซวยและวันที่โชคดีปะปนกันไป แต่สำหรับฉัน ตั้งแต่อยู่ญี่ปุ่นจนเริ่มชินแล้ว ก็ไม่ค่อยมีวันซวยมากๆเท่าไหร่ จนมาถึงวันนี้นี่แหละค่ะ

.

เหตุการณ์มันเริ่มจาก ฉันปิดเทอม ไม่มีเรียน รายงานก็เพิ่งเสร็จไป ตอนช่วงกลางวันก่อนไปทำงานพิเศษสอนภาษาไทยที่บริษัทมิตซูบิชิก็นั่งเล่นเนตทั้งวัน พอเพื่อนเดินมาคุยด้วยก็เมาท์กันยาว จนลืมเวลา พี่คนไทยที่จะมาสอนคลาสเดียวกันนี้คนใหม่ของฉันก็โทรมาเตือน

.

ช่วงหลังๆนี้ พี่เค้ามาสอน 1 lesson จากปกติที่ฉันต้องสอนสองชั่วโมง 3 lesson ก็กลายเป็นสอนแค่ 2 lessonหลังค่ะ พี่เค้าโทรมาถามว่ามารึยัง ฉันก็เลยเริ่มรู้ตัว กลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า หากุญแจจักรยาน แต่หาไปหามา หาไม่เจอ ดูเวลาแล้วก็จะเสียเวลาไปมากกว่านี้อีกไม่ได้ ฉันก็เลยไปยืมจักรยานเพื่อนค่ะ

.

แล้วปรากฏว่า จักรยานเพื่อนฉันเป็นจักรยานคันเล็กๆ แถมยางอ่อนด้วย ฉันเห็นแว่บแรกก็คิดว่ามันก็น่าจะพาไปถึงบริษัทมิตซูบิชิได้มั้ง แต่ปรากฏไปไม่ทันถึงครึ่งทาง ฉันก็ต้องลงเดินลากจักรยานไป สลับกับขี่จักรยานไป จนถึงครึ่งทางก็ทนสายตาเจ้าของจักยานคันอื่นไม่ไหว ไหนจะมอง ไหนจะทัก ฉันเลยลงแล้วลากไป โทรศัพท์ไปบอกพี่เค้าว่าหนูไปไม่ทันแน่ๆ แย่แล้ว พี่เค้าก็ปลอบค่ะ ให้ใจเย็นๆ ฉันก็พยายามใจเย็น

.

แต่แดดก็ร้อน สูทก็ใส่ ไหนจะส้นสูงอีก เวลางานก็จะถึงอยู่แล้ว แถมเป็นงานที่ไม่ใช่สบายๆกันเองด้วยสิ อยากจะร้องไห้มันซะตรงนั้น แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะมีหน้าที่รออยู่ข้างหน้า อยากจะก่นด่าญี่ปุ่นว่าทำไมไม่มีมอไซค์รับจ้างบ้าง สองแถวหรืออะไรแบบนี้ทำไมไม่มี เวลาลำบากอย่างงี้จะให้ทำไงเหอะ แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากพยายามลากไปหาที่จอด จนสุดท้ายไปจอดที่โรงพยาบาลข้างๆบริษัทมิตซูบิชิ วันหลังค่อยมาลากกลับไปหอ

.

จากนั้นก็ไปสอนแบบทำหน้าตามั่นใจสุดๆ professional สุดๆแบบที่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนมา โชคดีที่lessonแรก ฉันไม่ได้สอน เลยมีเวลานั่งพักหายใจหายคอสักพัก ก่อนจะทำหน้าที่เป็นinstructorที่ดีต่อไป

.

ตั้งแต่มาถึงญี่ปุ่น จนถึงวันซวยๆแบบนี้ มันทำให้ฉันซึ้งมากกับคำคำนี้ “the show must go on” ต่อให้จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แต่โชว์จะต้องดำเนินต่อไป และคลาสเรียนภาษาไทย จะต้องสนุกสนานเรียบร้อย และผ่านไปด้วยดี

.

แต่ความซวยของฉันมันไม่ได้หมดแค่นั้นค่ะ หลังจากสอนเสร็จกลับมาที่ห้องนั่งเช็ครูปช่วงที่ไปเที่ยวตอนฤดูใบไม่ผลิที่ให้เพื่อนไปดูแล้วเพื่อนบอกว่าไม่มีรูป แล้วก็พบความจริงว่ารูปหาย เอ้อ..แทบร้องไห้

.

วันถัดมาฉันนั่งบัสเพื่อไปเอาจักรยานเพื่อนกลับมา ปรากฏว่าไปถึง ลืมเอากุญแจจักรยานมาอีก เอ้อ..อะไรมันจะซวยขนาดนั้น ช่วงที่ซวย ทำอะไรมันก็ซวย ซวย ซวย ไปหมดเลยนะค่ะ

.

เฮ้อ .. อย่างงี้ต้องเรียกว่าซวยได้จับใจจริงๆ ค่ะ
พอรู้ตัวว่าลืมเอากุญแจจักรยานเพื่อนมา ฉันเลยมีความคิดพิลึกๆว่า งั้นเดินกลับหอจากที่นี่กันเหอะ เดินเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก ฉันเลยเดินกลับหอ แถมได้รูปทางที่เดินผ่านมาเพียบด้วยกล้องมือถือ ได้นั่งพักตรงสวนที่เคยคิดว่าอยากมานั่งแต่ก็ไม่เคยทำสักที เดินเลียบผ่านบางบ้านที่คุณยายออกมารับลม และทักทายกันบ้างประปราย

.

เอาว่ะ..ถึงจะซวยก็มีความสุขอยู่บ้างล่ะเนอะ

.

ทางลอดอุโมงค์ ที่ตอนแรกฉันคิดว่า นี่เราจะรอดมั้ยว่ะหนึ่งปีต่อจากนี้เนี่ย แต่สุดท้ายก็รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้...

.

ร้านขนมปังที่ขายชิโร่ยปัง ช่วงหลังๆมานี้ไม่ค่อยได้แวะซื้อกินแหะ แต่ขี่จักรยานผ่านทีไรกลิ่นหอมขนมปังจะลอยออกมาทุกครั้ง แถมร้านตั้งอยู่ตรงสี่แยกไฟแดงซะด้วย ทำเอาฉันท้องร้องตอนรอไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวประจำ

.

ร้านขนมปังอีกร้าน ร้านนี้แยมเค้าทำแฮนด์เมด อร่อยแล้วก็ราคาถูกมากๆ

.

ร้านอาหารก่อนถึงอุโมงค์เมื่อกี้นี้ ชื่อร้านว่าสวนผัก ดูน่าเข้ามากๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เคยเข้าไปลองกินสักทีแหะ

.

ลอดอุโมงค์ แล้วข้ามสี่แยกไฟแดงมาก็จะเจอร้านนี้อยู่ติดกับทางรถไฟ เป็นร้านที่ฉันเสียวว่าจะชนแหล่ไม่ชนแหล่อยู่หลายรอบ แต่สุดท้าย ร้านเค้าก็ปลอดภัยสบายหายห่วง

.

ทางรถไฟที่มีต้นหัวใจสีม่วงขึ้นข้างรางรถไฟ เห็นทีไรรู้สึกสดชื่นทุกทีเลย ไม่รู้ทำไม

.

ขี่มาเรื่อยๆก็จะเจอทางตรงข้างวัดคิโยมิซึค่ะ เป็นทางที่ขี่จักรยานผ่านทีไรจะต้องมีลมพัดเย็นสบายมาทุกทีเลย

.

เคยคิดว่าอยากมานั่งมองน้ำตรงนี้หลายรอบแต่ไม่เคยทำสักที สุดท้ายก็มาได้นั่งพักตอนวันซวยๆแบบนี้นี่แหละค่ะ

.

เลยจากวัดออกมาก็เป็นร้านเครื่องปั้นดินเผา

.

เป็นร้านน่ารักน่าเข้าไปกินอีกเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เข้าไปกินสักกะที ตรงข้ามร้านนี้เป็นร้านขายของสดที่มีบรรดาลุงๆป้าๆมาซื้อไม่ขาดสาย

.

 รอไฟแดงอีกรอบ สบตากับร้านปาจิงโกะเป็นประจำ จนมีวันนึดงนึกสนุกเลยเข้าไปลองเล่น แต่ปาจิงโกะมันเล่นยากมากค่ะ แล้วมันก็รีดเงินเราได้อย่างรวดเร็ว จนหายไปเลย ด้วยความที่ห้าวขนาดนี้ เลยโดนเพื่อนแอบกัดว่า ทำอะไรไม่สมเป็นผู้หญิงเลยนะ เจอแบบนี้ก็เซ็งค่ะ โห..ก็เล่นขำขำเนอะ คิดถึงเพื่อนที่ไทยขึ้นมาทันที ถ้าเป็นเพื่อนในแก็งค์ ป่านนี้คงหัวเราะกับความบ้าของตัวเองไปแล้ว..

.

ฉันเรียกทางตรงนี้ว่า ทางเดินแมวค่ะ เพราะขี่จักรยานมาทีไรจะเจอชุมนุมแมวทุกที

.

เห็นแยกนี้ก็แสดงว่าใกล้จะถึงแล้วค่ะ แต่ฉันแอบมีความทรงจำอันโหดร้ายกับแยกนี้ เพราะมันเป็นแยกที่ฉันถูกรถชนจนจักรยานพัง ช่วงเปิดเทอมสองใหม่ๆ โชคดีที่พี่เจ้าของร้านอาหารไทยให้ยืมจักรยานมาใช้ ไม่งั้นไม่รู้ว่าตอนนี้จะทำยังไงเลย ... อย่าคิดว่าขี่จักรยานที่ญี่ปุ่นไม่อันตรายค่ะ เพื่อนๆฉันแต่ละคน ผลัดกันได้แผลเพราะรถชนกันมาแล้วทั้งนั้น

.

และในที่สุดก็ถึงค่ะ หออาจจะแลดูน่ากลัวไปสักนิด แต่ปลอดภัยและอบอุ่นสุดๆค่ะ

.

แถมท้ายด้วยโทริอิ ของศาลเจ้าเล็กๆข้างๆหอค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

เป็นเหมือนกันวันไหนซวยจะซยทั้งวันเลย ทำอะไรก็ผิดไปหมด

#2 By fafner on 2011-09-17 19:26

ชอบคำนี้จัง "ถึงจะซวยก็มีความสุขอยู่บ้างล่ะเนอะ" Hot!

#1 By b-padung Studio on 2011-09-17 10:16