โรคกลัววันพุธ

posted on 06 Sep 2011 18:04 by trypboxes in Nihon
วันนี้วันอังคารค่ะ พรุ่งนี้วันพุธ
พูดไปก็ดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหนับชีวิตฉันที่นับตั้งแต่ทำงานพิเศษสอนภาษาไทยให้Berlitz อย่างที่เคยเล่าไปในเอนทรีก่อนๆ วันพุธของฉัน ก็ไม่ใช่วันพุธธรรมดาๆอีกต่อไป และวันอังคารตอนกลางคืนก็เป็นวันที่น่าหวาดกลัวและนอนไม่ค่อยจะหลับสบายเท่าไหร่ สรุปก็คือ ฉันเป็นโรคกลัววันพุธค่ะ ด้วยวิธีการสอนที่ห้ามใช้ภาษาใดๆเลย นอกจากภาษาไทย เพื่อสอนภาษาไทยเนี่ย มันทำให้การเตรียทตัวสอนนั้นคูณสอง และแถมคาบเรียนวันพุธทั้งสองเทอมที่ผ่านมาของฉันก็ช่างหนักหน่วง โดยเฉพาะเทอมสองที่เรียนตั้งแต่เช้า จนก่อนไปสอนภาษาไทยที่บริษัทมิตซูบิชินั่นแหละค่ะ
.
แต่อาทิตย์นี้ เป็นคืนวันอังคารที่ฉันอยากจะกลับมาหวาดกลัววันพุธอีกครั้ง แต่ไม่ได้ซะแล้ว พรุ่งนี้ไม่มีสอนแล้วค่ะ เมื่อวันพฤหัสเพิ่งไปเซ็นสัญญาลาออกจากบริษัทมาแบบเป็นกรณีที่พิเศษมากๆ แล้วหลังจากนั้นก็ไปโนมิไค(กินเลี้ยง)กับคุณลุงๆที่เป็นนักเรียนมาค่ะ เป็นวันที่เรียกได้ว่า"จบ"จริงๆ พูดแล้วก็ใจหายค่ะ ถึงแม้ว่างานนี้จะทำให้ฉันกลัววันพุธทุกคืนวันอังคาร แต่มันก็ทำให้ฉันสบายใจ และสนุกๆสุดๆหลังจากจบคลาสหลังหนึ่งทุ่มทุกๆวันพุธ ตอนสอนหน่ะ สนุกดี ค่ะ
.
นึกย้อนไปเมื่อวันพฤหัสที่แล้ว ในวงโนมิไค คุณลุงท่านหนึ่งซึ่งเป็นนักเรียนใหม่มาเรียนคอร์สเทอมหลัง คุณลุงเคยมาอยู่ไทยหลายปี รู้หลายๆเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย ฉันเคยโดนคำถามสุดโหดเรื่องการเมืองมาแล้ว ตอนนั้นกลัวว่าจะทะเลาะกับแกแทบตาย แต่สุดท้ายก็ปรองดองค่ะ
ลุงแกถามฉันคำแรกเลยว่า "เซนเซย์ กลับไทยได้หรอ ยังไม่มีแฟนเนี่ย"(คือ แกเคยถามในคลาสเลยนะว่าเซนเซย์มีแฟนรึยัง? ตอนแรกฉันก็อึ้งๆ แกเลยย้ำเป็นภาษาไทยชัดๆเลยว่า "แฟนที่ไม่ใช่เพื่อนหน่ะ")
ฉันก็ตอบไปว่า "กลับได้สิค่ะ แล้วถ้าได้ทุนนะก็อยากจะกลับมาญี่ปุ่นอีก"
พอตอบไปเท่านั้นแหละค่ะ ทุกคนในวงพูดพร้อมกันเลยว่า "จริงๆหน่ะหรอ"
"จริงสิค่ะ!!" ฉันตอบไปแบบย้ำๆ ในใจก็คิดว่า ยังไงก็อยากกลับมาใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นอยู่อีกสักครั้ง
คุณลุงท่านนั้นตอบฉันแบบผู้ใหญ่เข้าใจโลกว่า "เดี๋ยวกลับไปมีแฟนนะก็ไม่อยากมาอยู่ญี่ปุ่นแล้ว" แถมท้ายด้วยการหาคู่ให้ฉันเสร็จสรรพ
.
ตอนแรกฉันก็อยากจะเถียงใจแทบขาดว่า"ยังไงๆหนูก็อยากกลับมาอยู่ญี่ปุ่นอีกค่ะ!"
แต่พอคิดดูอีกทีกับคำพูดของลุงแก มันก็ช่างจะจริงแท้แน่นอน และไม่แปลกใจที่ลุงพยามยามจับคู่ให้
ถ้าเกิดกลับไปมีแฟนเป็นคนไทย มีงานที่ไทย อย่างมากก็มาได้แค่เที่ยวที่ญี่ปุ่นนี่แหละค่ะ ไม่ได้มาอยู่หรอก
ฉันเองไม่รู้ว่าไอ้ความรู้สึกที่ว่า"อยากมาญี่ปุ่นอีก"มันเป็นแบบไหน?
เป็นความรู้สึกแค่อยากมาเที่ยวที่นู่นนี่นั่น ลั้นลา ลั้นลา หรือว่า เป็นความสุขที่ได้มาใช้ชีวิตของตัวเองจริงๆ ชีวิตที่ไม่ติดอยู่กับคอนดิชันเรื่องครอบครัว เรื่องเพื่อนๆ และทำความรู้จักกับสิ่งรอบตัวใหม่ เหมือนได้ชีวิตใหม่มาอีกชีวิตหนึ่ง ไม่สนใจเรื่องเศร้าๆในอดีต ไม่ห่วงกังวลกับอนาคต มีแต่มุ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ
ฉันเองไม่รู้คำตอบค่ะ และไม่ค่อยสนใจอยากรู้สักเท่าไหร่ด้วย
แค่ใช้ชีวิตตอนนี้ให้มีความสุข กับความรู้สึกอยากมาญี่ปุ่นอีกไปเรื่อยๆดีกว่า
อนาคต ก็คือ อนาคต ละมั้งค่ะ
ยังไม่ได้กลับเมืองไทยนี่ค่ะ ยังไม่เจอความจริง ก็เลยขอฝันต่อไปเรื่อยๆดีกว่า
.
เรื่องนักเรียนที่มิตซูบิชินี่ มีเรื่องเล่าอีกเต็มไปหมดเลยค่ะ
คุณลุงที่มีแฟนเป็นคนไทย แกเก่งภาษาไทยมาก และเป็นคนที่มีปัญหาในคลาสก่อนที่ฉันมาสอน แต่กับฉันปรากฏว่าเคมีเข้ากันอย่างประหลาด จนคนที่บริษัทฉันแปลกใจ
.
คุณลุงที่ชื่นชอบการปีนภูเขาไฟฟูจิ แกไปปีนทุกปีค่ะ ปีนี้เอาเครื่องรางจากศาลเจ้าบนยอดภูเขาไฟฟูจิมาฝากฉันด้วย เป็นนักเรียนที่ฉันภูมิใจสุดๆ เพราะตอนแรกแกไม่ได้ภาษาไทยเลย มาเรียนกับฉันครั้งแรก ตอนนี้พอฟังภาษาไทยเข้าใจ สื่อสารได้ ช่วยเพื่อนคนที่มาเรียนใหม่ได้แล้วด้วย เห็นแบบนี้แล้วดีใจสุดๆไปเลยค่ะ
.
คุณลุงที่มาเรียนภาษาไทยครั้งแรกอีกคน ที่ประณีตมากๆกับการออกเสียงให้สำเนียงชัดเจน
คุณลุงที่มาเรียนครั้งแรก แต่ภาษาไทยเก่งแตกฉานเพราะไปทำงานที่ไทยบ่อยๆ
บางคนก็ไม่ค่อยมาเรียนค่ะ งานเค้ายุ่ง แต่มาทีก็สร้างสีสันให้คลาสเต็มที่ (สองคนหลังนี่ คลาสหลัง ฉันยังไม่ได้เจอหน้าให้เอ่ยคำร่ำลาเลยค่ะ)
และนักเรียนที่อายุใกล้ๆกับฉัน ห่างกันไม่กี่ปีทีมาเรียนใหม่ ชอบทำเป็นเก๊กให้ฉันลุ้นอยู่เรื่อยว่าตกลงพี่เข้าใจที่หนูสอนมั้ยค่ะ แต่สุดท้ายก็ตอบได้ทุกที เอ้อ..เข้าใจแล้วไม่เปิดเผยเนี่ย คนสอนเครียดนะค่ะ
.
เฮ้อ..ตอนนี้ที่เหลือก็แค่ ภาพชั้นเรียนลางๆที่ค้างอยู่ในหัว ความรู้สึกสนุกๆที่ได้พูดคุยในคลาส พอนึกขึ้นมาได้นี่น้ำตาแทบไหล Y_Y。。
ถึงจะเป็นเวลาสั้นๆ และได้เจอกันทุกวันพุธ สองชั่วโมง ห้าโมงสิบห้า ถึงทุ่มสิบห้า แต่ความผูกพันนี่มันแปรผกผันกันนะค่ะ
ถ้าเป็นไปได้ อยากจะกลับมากลัววันพุธอีกเหมือนเดิมจัง
.
 
เอนทรีนี้ อุทิศให้ เสื้อสูทที่ใส่เป็นประจำ และรองเท้าใส่ทำงานที่พังไปแล้ว มันได้ฝ่าฟันเหตุการณ์พีคๆหลายอย่างในชีวิตมากับฉันจริงๆ
ฉันคงต้องขอบคุณสตาฟที่Berlitzทุกๆคน ที่น่ารักเป็นกันเองมาก บริษัทนี้ เปลี่ยนฉันจากนักเรียนธรรมดาๆอย่างฉัน ให้เติบโตขึ้น ด้วยโอกาส และรอยยิ้มที่เป็นกันเองเสมอๆ
ขอบคุณลุงๆในคลาสที่บริษัทมิตซุบิชิทุกๆคน ที่ยอมรับให้ฉันเป็นเซนเซย์ ไปได้อย่างไร้ปัญหา และความสุขทุกๆคลาสที่สอน
เป็นความทรงจำที่ลืมไม่ลงจริงๆค่ะ
 

Comment

Comment:

Tweet

มาเลยพี่ผดุง ถ้าให้เด็ดจริง ต้องมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนด้วยน้า มีเรื่องมันส์ๆเยอะจนเล่าไม่หมดเลยbig smile

#2 By TRYP on 2011-09-07 22:19

อยากไปอยู่ญี่ป่นบ้างจัง

#1 By b-padung Studio on 2011-09-06 23:03