22.08.2011
.
ขนมโตเกียว เป็นขนมที่รู้กันดีว่าไม่ได้มีแหล่งกำเนิดมาจากญี่ปุ่น แต่ถึงอย่างงั้น คนไทยก็ยังเรียนมันว่าเป็นขนมเมืองหลวงแห่งญี่ปุ่น และโตเกียวยังเป็นสถานที่ที่หลายๆคนใฝ่ฝันว่าจะต้องมาถึงเมืองนี้ให้ได้
.
ฉันก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นค่ะ ใฝ่ฝันว่าสักวันนึงจะต้องมาถึงเมืองนี้ให้ได้ จนมาถึงตอนนี้ รอบที่สี่ของการเดินทางมาโตเกียวได้จบลงไป
ครั้งนี้ฉันมาพักโตเกียวเพื่อเป็นทางผ่านไปนิกโก้ค่ะ เมืองที่ใครๆเค้าก็ว่ากันว่าสวยนักสวยหนาทางตอนเหนือของโตเกียว ด้วยความที่ใช้ตั๋วถูกอย่างเซย์ชุนจิวฮาจิ(青春18きっぷ)เหมือนกับช่วงตอนปีใหม่ และนิกโก้ก็อยู่ห่างจากโตเกียวไปอีกตั้งสามชั่วโมงโดยรถไฟธรรมดา ฉันจึงตกลงปลงใจกับตัวเองว่าจะไปพักโฮสเทลที่โตเกียวสักสองคืน และไปกลับนิกโก้ หนึ่งวัน
.
มันเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาค่ะ นั่งรถไฟนานๆคนเดียว ฆ่าเวลาด้วยการฟังเพลงก็แล้ว อ่านหนังสือก็แล้ว ประตูรถไฟปิดๆเปิดๆอยู่ทุกสถานีกว่าจะถึงที่หมายปลายทาง รายล้อมด้วยผู้คนที่ไม่รู้จัก ไม่ว่าเวลาเดินทางหรือว่าพักผ่อน แต่เที่ยวคนเดียวก็สบายดีค่ะ ไม่ต้องเหนื่อยรักษาสมดุลระหว่างตัวเองกับเพื่อนร่วมทาง อยากไปไหนก็ไปเท่าที่ตัวเองจะหมดแรง อยากจะพักก็พัก อยากจะกินอะไรก็กิน หรืออยากจะไม่กินก็ไม่สนใจไปได้ดื้อๆ และด้วยความที่ฉันมาโตเกียวแล้วหลายครั้งก็เลยคิดไม่ค่อยออกว่าจะไปไหนดี เลยถือโอกาสไปที่เล็กๆ ไม่ค่อยมีชื่อเสียงเท่าไหร่ ค่อยๆไป แบบที่ภาษาญี่ปุ่นเค้าใช้คำว่า ยุคคุริ ยุคคุริ
.
ฉันเริ่มทริปวันแรกด้วยสวนที่เค้าจำลองสถาปัตยกรรมในโตเกียว ช่วงยุคเอโดะค่ะ ฉันค้นพบที่นี่ตอนดูซีดีเกี่ยวกับฉากในหนังของสตูดิโอจิบลิ เค้าว่าไว้ว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่เป็นแรงบันดาลใจของฉากในหนังเรื่องสปิริตอะเวย์ ฉันเลยขอแวะไปเยี่ยมชมดูสักหน่อย
.

ต้นแบบโรงอาบน้ำที่จิฮิโระจังไปทำงาน
.
ด้านในร้านขายเครื่องเขียนสมัยก่อน ที่เค้าว่ากันว่ามิยาซากิซังชอบมากๆ
.
มีอาคารบ้านเรื่อนสมัยเอโดะตั้งเรียงรายกันเต็มไปหมดค่ะ เดินแทบไม่ไหว ใครที่สนใจสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น น่าจะลองไปเยือนดูสักครั้งนะค่ะ
.
วันที่สองฉันออกเดินทางแต่เช้าเพื่อไปพบความพิศวงและสวยงามของนิกโก้ ก่อนจะกลับมาเริงร่าที่ร้านขางเครื่องเขียนที่ใหญ่มากๆ และถูกมากๆแถวชินจูกุค่ะ
.
ก่อนไปถึงไปเจอฉากงานเลี้ยงน้ำชาของอลิสเข้าให้ที่สถานีรถไฟ ทำให้นึกถึงความแออัดยัดเยียดของรถไฟในโตเกียวในชั่วโมงเร่งด่วนที่ทำให้ฉันพิศวงมาแล้วว่า คนโตเกียวนี่เค้าช่างรู้จังหวะและคาดการณ์ระยะห่างระหว่างตัวเองและประตูปิดรถไฟได้ดีจริงๆ ฉันที่ยืนมองอยู่ถึงกับอึ้งถอยกรูไปสามก้าว ลุ้นแทบตายว่าคนริมสุดท้ายจะไม่โดนประตูหนีบ และ.. อย่างนิ่งๆสวยๆค่ะ ประตูรถไฟปิดลงอย่างสวยงาม ส่วนฉันยอมแพ้ รอรถไฟรอบต่อไปที่คนน้อยกว่าเยอะ
.
ร้านนี้เลยค่ะ อยู่ข้างๆกับห้างมารุอิ สาขาชินจุกุ และโลโก้เป็นรูปโมนาลิซ่าอ้าปากค้างกับความเยอะของเครื่องเขียน และอุปกรณ์ศิลปะที่มีให้เลือกกันไม่หวัดไม่ไหว และราคาที่ถูกกว่าร้านเครื่องเขียนทั่วไป ก็เลือกกันเพลินแหละค่ะ ฉันเองก็หมดเงินไปกับร้านนี้เยอะ เครื่องเขียนและอุปกรณ์วาดภาพ เค้ามีให้เลือกเยอะจริงๆค่ะ ราคาก็ถูกมากจริงๆ ถ้าใครเป็นพวกเห็นร้านเครื่องเขียนแล้วหยุดไม่ได้ ต้องพุ่งเข้าใส่อย่างฉัน ห้ามพลาดร้านนี้เด็ดขาดค่ะ
.
วันสุดท้ายของโตเกียว ฉันเช็คเอาท์จากข้าวสารโฮสต์เทล แถวอาซากุสะ เป็นโฮสต์เทลเล็กๆที่แบคแพคเกอร์หลายๆคนคงรู้จักดี ด้วยความประหยัดของมัน แอบกระซิบเล็กๆว่าก่อนออกมาจากโฮสต์เทล เจอพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อกด้วย แต่ด้วยความเกรงใจพี่เค้าเห็นว่าน่าจะมาทำงาน เลยทักทีมๆเค้าไปตามประสาคนไทยเหมือนกัน และแอบสงสัยเล็กๆว่า ทำไมพี่ป๊อดมาอยู่โฮสต์เทลที่เอาไว้เพื่อนอน(จริงๆ)ระหว่างท่องเที่ยวแห่งนี้เหมือนฉันได้นะ
.
วิวสุดท้ายที่มองเห็นก่อนจับรถไฟใต้ดินไปสถานีอุเอโนะ เป็นทางเดินไปโฮสต์เทลค่ะ ที่เห็นเรียนรายอยู่นั้นคือตึกของเบียร์ฮาซาฮี และโตเกียวสกายทรี(ที่ขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของโตเกียวอีกแห่งแบบโตเกียวทาวเวอร์)
.
ก่อนจะเดินทางต่อ ฉันก็ขอไปนั่งเอ้อระเหยนิดๆอยู่ที่สถานีอุเอโนะ พร้อมโดนัทร้อนๆของฮาราโดนัท คิดต่อว่าจะไปไหนดีก่อนกลับชิซึโอกะ
.
คาเฟ่เล็กๆเงียบๆที่ซ่อนอยู่ในซอกหลืบนึงในสถานทีที่ค่อนข้างวุ่นวายอย่างอุเอโนะ กินเสร็จแล้วฉันก็ตัดสินใจเปลี่ยนไปนั่งรถไฟสายเล็กๆที่ชื่อ โทคิวเซะทะงะยะ(東急世田谷線)เพื่อไปศาลเจ้าหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองเล็กๆน่ารักๆ และเงียบสงบในโตเกียว
.
.
.
ศาลเจ้านี้มีชื่อว่า โกโทคุจิ (豪徳寺) ค่ะ เป็นศาลเจ้าที่มี...น้องแมวกวักเต็มไปหมด ไม่เว้นกระทั่งที่หน้าบันของตัวอาคาร
.
.
.
.
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่วัดและศาลเจ้าเยอะค่ะ แต่ฉันไปแล้วไม่เคยเบื่อเลย เพราะมีอะไรสนุกๆให้คนหาเสมอๆ และจบลงด้วยการเสียเงินไปกับเครื่องรางเยอะมาก (ตอนนี้มีเครื่องรางเต็มไปหมดจนไม่รู้จะพกยังไงแล้ว)
.
 
.
ฉันเองไปเที่ยวญี่ปุ่นมาค่อนข้างเยอะ จนเอามาเล่าลงบลอกแทบไม่ไหว มันทำให้ฉันรู้ว่า จริงๆเที่ยวในญี่ปุ่นมันไม่มีอะไรมากค่ะ วัด ศาลเจ้า หอศิลป์ ออนเซ็น รถไฟ และเดิน เดิน เดิน ใครที่ไม่ชอบรถไฟและยิ่งไม่ชอบเดินคงไม่ค่อยชอบญี่ปุ่นเท่าไหร่ค่ะ ยกเว้นแต่ว่าชอบเดินช้อป อันนี้คงเที่ยวโตเกียวได้เพลิน ยิ่งทริปคราวนี้มันทำให้ฉันนึกถึงเรื่องหนึ่งได้ค่ะ
.
ก่อนมาญี่ปุ่นฉันมีโอกาสไปช่วยขายหนังสือให้สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม หนังสือของสำนักพิมพ์นี้ก็จะมีเน้นๆไปสองเรื่องคือ ไม่เป็นหนังสือเดินทางท่องเที่ยว ก็หนังสือทำอาหารค่ะ จำได้ว่า ตอนนั้นมีหนังสือออกใหมาอยู่เล่มนึงชื่อ ABC Cookingเป็นหนังสือสอนทำขนม มีสองภาษา อาร์ตเวิร์กสวยน่ารัก น่าอ่าน น่าหยิบไปลองทำมาก มีลูกค้าอยู่คู่หนึ่งค่ะ เค้ามาเปิดๆดูๆเล่มนี้ ฉันก็เชียร์ๆว่าเล่มนี้น่ะ เอาสูตรไปทำแล้วอร่อยจริงๆนะค่ะ(อันนี้ก็มีลูกค้าอีกคนนึงบอกมาอีกที) ลูกค้าสาวสวยคู่นั้นตอบกลับฉันมาว่า "อ่าว หนังสือพวกนี้เค้าซื้อเอาไปทำกินกันจริงหรอ" ฉันเองถึงกับอึ้ง คือเธอซื้อหนังสือเล่มนั้นไป เพื่อเปิดดูและชื่นชมกับความสวยงามของหนังสือ ไม่ได้ซื้อไปทำ มันก็คงเหมือนกับไกด์บุ๊คนำเที่ยวล่ะมั้งค่ะ บางคนก็ซื้อไปเพราะความสวยและดูน่าสนุกของทริปนั้น แต่ไม่ได้เอาไว้เพื่อไปเที่ยวจริงๆ เพราะการไปเที่ยวจริงๆมันคือ การต้องแลกทั้งเงิน ทั้งความเหนื่อย ไหนจะความเสี่ยงกับการทะเลาะกับเพื่อนร่วมทางอีก หรือไม่แน่ก็อาจจะผิดหวังกับความคาดหวังที่ตั้งไว้
.
แต่สำหรับฉัน ถึงโตเกียวจะดูไม่มีอะไร นอกจากเป็นแหล่งช้อปปิ้ง และวัดเล็กๆ สถานที่น้อยๆ ก็อาจทำให้ผิดหวังเล็กๆไปบ้าง แต่การได้สัมผัสกับบรรยากาศ และผู้คน ถนนหนทาง และเรื่องบังเอิญที่พบเจอระหว่างทาง มันทำให้ฉันหัวใจเต้นลิงโลด นอนไม่หลับทุกครั้งที่จะได้ออกเดินทาง
.
อย่าอ่านแต่ไกด์บุ๊คแล้วอมยิ้มอยู่ที่บ้านอย่างเดียวเลยค่ะ ออกมาเดินย่ำโลกแบบโหด มัน ฮา ดีกว่าค่ะประสบการณ์ก็เหมือนขนมโตเกียวในเมืองโตเกียว มันไม่มีขายนะค่ะ!!!

Comment

Comment:

Tweet

มีเว็บไซต์ด้วยค่ะ http://www.tatemonoen.co.jp

#5 By TRYP on 2011-09-06 19:33

ที่ที่ไปชื่อ 江戸東京たてもの園(Edo-Tokyo Open air Architectural Museum)ค่ะ จริงๆแล้วภายในสวนมีตัวอาคารให้ดูเยอะกว่าที่ลงในบลอกเยอะมากค่ะ ถ้าไปช่วงฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่นน่าจะสวยมากค่ะ

#4 By TRYP on 2011-09-06 18:01

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By b-padung Studio on 2011-09-06 00:34

จริงอย่างที่บอกเลย เที่ยวญี่ปุ่น วัด ศาลเจ้า หอศิลป์
ออนเซ็น แต่ผมก็ยังไม่เบื่อ ว่าแต่ขอถามหน่อยที่ๆเจ้าของบล้อกไปเป็นเมืองเอโดะแบบโบราณ เรียกว่าอะไรหรือครับ จะได้ไปลองsearchหาดุเผื่อมีโอกาสไปคราวหน้าbig smile

#2 By fafner on 2011-09-05 23:14

บางทีผมก็ชอบซื้อนิตยสารพวก คอมกราฟฟิคต่างมานั่งดู ไม่ใช่เพื่อศึกษาว่ามีการออกแบบที่เด่น ๆ ในโลกเป็นยังไง หรือซื้อดู How To ว่า ทำภาพกราฟฟิคยังไง แค่ซื้อมาเสพย์ภาพสวย ๆ เฉย ๆ รู้สึกแค่ดูก็พอแล้ว sad smile

แต่เรื่องเที่ยวนี่ ถ้าอ่านหนังสือแล้วสนใจจริง ๆ ก็จะรู้ว่าอยากไปครับ รู้สึกอยากไปสัมผัสบรรยากาศจริง ๆ ว่ามันเป็นอย่างที่เค้าเขียนมั้ย เพราะส่วนตัวคิดว่าการไปเที่ยวไม่ต้องใช้อะไรมาก แค่พาตัวเองไปให้ได้ก็พอ

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นสักครั้งครับ surprised smile

ปล. ชอบตึกสมัยเอโดะกับศาลเจ้าที่มีแมวเยอะ ๆ จัง cry

#1 By Hamon on 2011-09-05 22:22