1.ประเทศญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศที่ecoสักเท่าไหร่ แต่ก็ยอดเยี่ยมมากในการรักษาธรรมชาติไว้ได้อย่างอุดมสมบูรณ์
.
ญี่ปุ่นในสายตาของหลายๆคนอาจจะดูเป็นประเทศที่แสนจะอีโค และสรรหาสารพัดวิธีรีไซเคิล รีดิวซ์ รียูชของใช้ต่างๆมากมาย ฉันเองตอนแรกก็เคยคิดแบบนั้น และก็คิดว่ามันเป็นอะไรที่ดีจังเลยนะ แต่ว่าพอมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จริงๆก็พบว่า ที่คนญี่ปุ่นต้องทำแบบนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า พวกเขานั้นเป็นนักสร้างขยะนั่นเอง พูดให้ถูกก็คือ คนญี่ปุ่นมีนิสัยอย่างนึงคือ เวลาบริการลูกค้าต้องบริการให้ดี เรียบร้อย ซื้อของต้องห่อใส่ถุง ติดสก็อตเทปปิดปากถุงไม่ให้ของหล่น ดี เนี้ยบทุกอย่าง แล้วยิ่งเลาซื้อของฝากไปให้ใครก็ควรจะห่อให้อย่างดี สวยงาม แล้วยิ่งกว่านั้นก็คือ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีธรรมเนียมเรื่องของฝาก ไปเที่ยว ไปทำงานต่างจังหวัด ก็ควรจะต้องซื้อของฝากญาติๆ เพื่อนๆ คนรู้จัก ซึ่งส่วนใหญ่ของฝากเหล่านั้นก็จะเป็นพวกขนมเซมเบ้ พาย เค้กชิฟฟ่อนชิ้นเล็กๆ ไดฟุกุ หรืออะไรก็ว่าไป ขายใส่กล่อง และขนมในกล่องก็มักจะเป็นขนมที่ถูกแพคไว้ในถุงพลาสติกไว้อีกทีหนึ่ง (ไม่ใช่เฉพาะขนมที่เป็นของฝาก พวกป๊อกกี้ ในกล่องพอเปิดออกมาก็จะมีป๊อกกี้แพคใส่ถุงพลาสติกแยกกันอยู่สองถุง) จริงๆแล้วมันก็สะดวกตรงที่ เอาของมาแจกง่าย หรือไม่ก็พอเปิดกล่องแล้วก็กินง่าย แต่...มันกลับเพิ่มขยะขึ้นมาอีกมากมายก่ายกอง เมื่อสร้างขยะไว้เยอะ ก็ต้องหาวิธีจัดการให้ดีนั่นเอง
.
แต่ก็ยอมรับว่าเค้าก็จัดการมันได้ดีจริงๆ และต้องนับถือในเรื่่องการรักษาธรรมชาติไว้ได้จริงๆ เพราะขนาดเมืองใหญ่ เทคโนโลยีล้ำๆในโตเกียว พอเสาร์อาทิตย์ ชาวโตเกียวทั้งหลาย ยังสามารถไปปีนเขาในโตเกียวได้ แจ๋วจริงๆ
.
2.คนญี่ปุ่นเป็นมนุษย์จำพวกที่ซื่อมาก และไม่ยืดหยุ่น จนบางทีเหมือนถูกตั้งโปรแกรมไว้ สมมติว่า เค้าให้ทำแบบนี้ คนทั่วไปแล้วก็จะทำตามอย่างเคร่งครัด ไม่มีวอกแวก เดินทางลัด จนบางครั้งก็ตรงเกินไป..เหมือนเวลาเปิดพวกหีบห่อของในญี่ปุ่น ตั้งแต่กล่องใส่ขนมเป็นต้น ถ้าไม่เปิดตรงที่เค้าบอกให้เปิด อาจจะเปิดไม่ออก เปิดยาก หรือ สาหร่ายหายไป(ในกรณีห่อข้าวปั้น)
.
3.คนญี่ปุ่นชอบเดินคนเยอะๆเป็นทางเดียว ถ้าขวางก็จะโดนชนไม่เลือกหน้า โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนของรถไฟ เส้นทางจะแบ่งไว้อย่างชัดเจน ทางนี้เดินไป ทางนี้เดินกลับ ไม่ใช่แค่ตามสถานีรถไฟนะ ตามแหล่งช้อปปิ้งใหญ่ๆก็เป็น (เมื่อเทียบกับคนไทยแล้ว คนไทยบางทีก็เดินซ้ายทีขวาที ไม่ตรงแหน่วแน่วแน่ขนาดนี้..)
.
4. คนคันโต กับ คนคันไซ ต่างกัน
เรื่องนี้จริงๆเล่าได้เป็นวันๆ แต่เอาหลักๆก็คือ คนคันโตเวลาเดินขึ้นบันไดจะชิดซ้าย แต่คนคันไซชิดขวา แต่ถ้าเป็นคันไซแถวเกียวโต จะเปลี่ยนเป็นชิดซ้าย แต่ถ้านั่งรถไฟกลับจากเกียวโตไปโอซาก้า บันไดเลื่อนทางลง ทุกคนจะหันกลับมายืนชิดขวาอย่างน่าพิศวง (เป็นเหตุการณ์ที่ฉันเคยเจอเมื่อตอนไปอยู่โอซาก้าช่วงฤดูใบไม้ผลิ) 
คนคันโตจะเงียบๆ ไม่ขี้เล่น ส่วนคนคันไซจะออกแนวฮาๆ ขี้เล่น โวยวายๆหน่อย คล้ายๆคนไทย เท่าที่ฉันเคยคุยกับคนญี่ปุ่น ไม่รู้ว่าทำไม อิมเมจของคนคันไซในสายตาคนญี่ปุ่นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่สำหรับคนต่างชาติจะค่อนข้างประทับอกประทับใจนิสัยคนคันไซเอามากๆ
นอกจากนั้นยังมีที่ต่างอีกมาก คำพูดบางคำก็ใช้ต่างกัน (เป็นภาษาถิ่น) เคยอ่านบทความของมุราคามิ แกเล่าว่า (แกเป็นคนคันไซ บ้านเกิดอยู่เกียวโต) ตอนที่ย้ายมาเรียนวาเซดะแรกๆ บางทีรู้สึกว่าพูดกันคนละภาษา แต่สักพักก็ปรับตัวได้ แต่ทีนี้พอกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดก็โดนเพื่อนพูดอีกว่า ทำไมพูดจากแปลกๆล่ะนี่
อ่อ..แกเล่าว่า หนังสือที่ตีพิมพ์ในญี่ปุ่น ถ้าพิมพ์แล้วเอาไปจัดจำหน่ายที่คันไซ คำในหนังสือเล่มนั้นจะถูกแปลงให้เป็นภาษาถิ่นด้วย แกก็เลยค่อนข้างจะได้รับอิทธิพลจากจุดนี้มาในงานเขียนแกด้วย
เหมือนคนไทยแถบภาคเหนือ ภาคอีสาน เคยคุยกับเพื่อนบางคน เพื่อนก็บอกว่า บางทีก็รู้สึกว่าเราพูดกันคนละภาษากัน ..ซับซ้อนเนอะ
.
5. คำว่า"ไม่เป็นไร"ของคนไทยจะฟังดูสบายๆ แต่คำคำนี้ของคนญี่ปุ่น บางครั้ง "น่ากลัว"
ยกตัวอย่างเช่น เวลามาสาย(ปกติคนญี่ปุ่นจะมารอก่อน) เมื่อเราเอ่ยคำขอโทษไป เพื่อนก็จะตอบมาอย่างยินดีว่า ไม่เป็นไรจริงๆ แต่ทุกคนจะสามารถรู้สึกได้ว่า จริงๆแล้วมัน เป็นไรจริงๆ มากกว่า(คือ โกรธไปแล้วนั่นเอง)
คนญี่ปุ่นมีเรื่องแบบนี้เยอะค่ะ บอกว่า ได้  แต่ความหมายจริงๆคือ ไม่ได้ เป็นอะไรที่สร้างความสับสนงงงวยให้คนต่างชาติมาเยอะแล้ว (มันจะมีศัพท์คำนึงที่ใช้กันค่ะ เค้าเรียกว่า เทะมาเอะ(手前)..ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากในอดีต เวลาเข้าเฝ้าโชกุน ไม่ว่ายังไงก็ตามห้ามมองหน้าท่านเด็ดขาด ถึงท่านจะสั่งก็ตาม ต้องมองแค่ที่มือตัวเองเท่านั้น)
.
6.คนญี่ปุ่นชอบเว้นที่นั่งว่างๆ ไม่ยอมนั่งบนรถเมล์และรถไฟ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้จะลงสถานีต่อไปแต่อย่างใด เช่น ถ้าเบาะข้างๆมีคนที่ไม่รู้จักนั่งอยู่ก็จะไม่ค่อยยอมนั่ง หรือไม่ก็จะเว้นไว้หนึ่งที่นั่งแล้วค่อยนั่ง ยิ่งถ้าเป็นคนต่างชาติ (แบบที่เห็นแล้วรู้ว่าเป็นคนต่างชาติ) ก็จะไม่ยอมนั่งข้างๆ..เพื่อนฉันเคยทำแบบสอบถามเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบอยู่ดีว่าทำไม และส่วนนึงอาจเป็นเพราะคนญี่ปุ่นไม่ค่อยจะยอมพูดตรงๆนั่นเอง
.
7.คนญี่ปุ่นใจเย็น เมื่อเทียบกับคนไทยโดยทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่านับถือมากในสายตาของฉัน
.
8. ราคาเครื่องสำอางที่ญี่ปุ่นกับที่ไทย ไม่ได้ต่างกัน
คนไทยโดยทั่วไปจะคิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเครื่องสำอางเยอะและถูก เรื่้องที่ว่าเยอะหน่ะจริง แต่เรื่องที่ว่าถูกกว่าหน่ะ มันไม่จริงเท่าไหร่ อาจจะมีถูกกว่าบ้างตอนลดราคา แต่ถ้ารวมค่าส่งแล้วก็พอกันอยู่ดี ส่วนที่จะให้เพื่อนหิ้วกลับมาให้ ฉันก็อยากบอกว่า สงสารเพื่อนเถอะ แค่ของตัวเองเพื่อนก็ยังเอากลับไปหมดเลย ต้องตัดใจทิ้งไปหลายอย่าง (พูดแล้วเศร้า)

    Comment

    Comment:

    Tweet

    ข้อ 1 2 3 นี่เห็นด้วยเต็มๆเลย ถึงจะไม่เคยไปอยู่ได้แต่ไปเที่ยวbig smile

    #2 By fafner on 2011-08-30 11:05